ม.หอการค้าปรับเพิ่มจีดีพีโต 3.9% เหตุส่งออกโตเกินคาด ชี้ปีหน้าเลือกตั้งช่วยเงินสะพัด 2-3 หมื่นล้าน

https://www.matichon.co.th/news/

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้ปรับเพิ่มประมาณการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2560 โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวที่ 3.9% จากเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาคาดการณ์ไว้ที่ 3.6% การส่งออกขยายตัว 7.5% จาก 2.4% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ระดับ 0.6% จาก 1.5% เนื่องจากเห็นปัจจัยบวกเพิ่มขึ้น ทั้งเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าขยายตัวสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การส่งออกฟื้นตัวชัดเจน การลงทุนของภาครัฐที่ยังขยายตัวอยู่ในเกณฑ์สูง การท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง ระดับราคาสินค้าเกษตรและกำลังซื้อของเกษตรกรปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามปัจจัยลบในช่วงเวลาที่เหลือของปี เช่น นโยบายการค้าของสหรัฐ การปรับเพิ่มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงปลายปีนี้ หนี้สินภาคครัวเรือน และค่าเงินบาทที่ยังผันผวน

นายวิเชียร กล่าวว่า นอกจากนี้ได้ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2561 -2564 ไว้ดังนี้ จีดีพี 4.2%, 4.5%, 4.7% และ 5.1% ตามลำดับ การส่งออก 4.3%, 4.6%, 4.9% และ 5.2% ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 1.6%, 1.9%, 2.4%, และ 3.0% ตามลำดับ ขณะที่อัตราการว่างงานปี 2560-2564 อยู่ที่ 1.1%, 0.9%, 0.8%, 0.8%, และ 0.7% ตามลำดับ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปีนี้ตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนตุลาคม ประชาชนทั่วไปรู้สึกเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นดีนัก การจับจ่ายยังไม่คึกคัก แต่ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้การส่งออกจะยังดี ไทยปลดธงแดงขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ยิ่งทำให้การท่องเที่ยวขยายตัวสูงขึ้น ตลาดหุ้นทะลุ 1,700 จุดในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับมีกำลังซื้อมาเติมจากผู้มีรายได้น้อยอีก 3,000-4,000 ล้านบาท รวมแล้วจะมีเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงที่เหลือปีนี้อีก 10,000 ล้านบาท และหากปลายปีนี้ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม มีโอกาสที่ทำให้จีดีพีปีนี้ถึง 4% ส่วนในปีหน้าปัจจัยบวกหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การส่งออกที่ยังเป็นพระเอก การท่องเที่ยวที่จะยังขยายตัวต่อเนื่อง ผลดีจากไทยปลดธงแดงขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) และจากการลงทุนของภาครัฐที่เป็นแกนสำคัญ

“เมื่อรัฐบาลประกาศจะจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 และมีการปลดล็อค ในปีหน้าจะเริ่มเห็นการหาเสียงเลือกตั้งลงพื้นที่ต่างๆ คาดจะมีเงินสะพัด 2-3 หมื่นล้านบาท และมีการลงทุนของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และในโครงการใหญ่ๆ คาดมีเม็ดเงินลงทุนรวมถึง 2-3 แสนล้านบาท รวมกำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยจากบัตรสวัสดิการทั้ง 12 เดือนในปีหน้า ภาพรวมทั้งหมดคาดมีเงินในระบบถึง 3-4 แสนล้านบาท เชื่อจะทำให้ปีหน้าจีดีพีขยายตัวได้ 4.2% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่เศรษฐกิจขยายตัวเกิน 4% และปีหน้าจีดีพีมีโอกาสถึง 4.5% หากมีการลงทุนมากขึ้น และในปี 2564 จะเป็นปีที่ไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางที่จีดีพีขยายตัวเกิน 5%” นายธนวรรธน์กล่าว และว่า เมื่อเศรษฐกิจดีจะเห็นว่าอัตราว่างงานลดลง